“กินหวานมากไป” สมองเฉื่อยภูมิต้านทานต่ำ

จำได้ว่าเป็นคนชอบกินของหวานทุกชนิดโดยเฉพาะช็อคโกแลตจะโปรดปรานเป็นพิเศษทีเดียว กินมาตั้งแต่เด็กยันทำงาน แต่ไม่กี่เดือนมานี้ผมเริ่มลดน้ำหนักและลดปริมาณน้ำตาลคือไม่แต่ของหวานเลยก็ว่าได้อาจจะมีบ้างแต่นิดหน่อยจริงๆทำมาได้ 1-2 เดือนก็เอะใจทำไมเราถึงไม่ค่อยเป็นหวัดหรืออ่อนเพลียมากเหมือนเมื่อก่อนก็คิดหรือว่าเป็นที่อะไรหวานๆที่กินเข้าไปกันจนเมื่อ 1-2 วันที่แล้วลองกินหวานติดๆกันดู 3 วันผลปรากฏว่านอนมากตื่นสายเพลียง่วงรู้สึกเฉื่อยๆไม่กระฉับกระเฉงเท่าที่ควร ตอนนี้ชักเริ่มเชื่อแล้วล่ะว่ามันต้องเกี่ยวกับน้ำตาลและของหวานต่างๆที่เราสวาปามไปมาตั้งแต่เด็กๆเป็นเวลาหลาย 10 ปีแน่ๆ นี่ยังไม่รวมข้าวสวยที่ชอบกินมากซึ่งเราก็รู้ว่าคาร์โบไฮเดรตจะแปลงเป็นน้ำตาลนั่นเอง เลยลองหาข้อมูลดูว่าจริงมั้ยปรากฏว่าจริง! จากข้อมูลทางโภชนาการและสุขภาพเค้าบอกว่า

“จากข้อมูลทางโภชนาการและสุขภาพ เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินควร นอกจากนำมาซึ่งปัญหาโรคอ้วนและโรคฟันผุแล้วการรับประทานน้ำตาลมากๆ มีอันตรายต่อสุขภาพหลายประการโดยน้ำตาลซูโครสหรือฟรุกโตส จะทำให้ระดับไขมัน กลูโคส อินซูลินและกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและโรคเบาหวาน

“ผู้ที่ชอบกินหวานจัดบ่อยๆ จะทำให้ระบบความสมดุลของแร่ธาตุในร่างกายเสียไป ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายลดต่ำลง ผลที่ตามมาก็คือทำให้ติดเชื้อง่าย นอกจากนี้ การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อยๆ ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อบริโภคเป็นเวลานานจะก่อให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง อีกทั้งการรับประทานน้ำตาลซูโครสมาก ทำให้กรดอะมิโนที่มีชื่อว่า ทริปโตฟาน ถูกเร่งเข้าสู่สมองมากเกินไป ทำให้เสียสมดุลของฮอร์โมนในสมอง ผลที่ตามมาก็คือทำให้เกิดอาการเซื่องซึม เหนื่อย ไม่กระฉับกระเฉง ซึ่งหากเป็นในเด็กจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่องและหากเป็นวัยทำงานก็จะทำงานไม่มีประสิทธิภาพ”

ได้อ่านบทความด้านบนถึงกับอึ้งนี่เรากินผิดมาทั้งชีวิตเลยเหรอนี่ แต่ก็ยังไม่สายที่จะเริ่มเลือกกินของดีๆใหม่ จะได้มีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้นไม่เจ็บออดๆแอดๆเหมือนเมื่อก่อน

ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/32376.html